Author: oneaudit
-
Transform
Transformใช้สำหรับเลือกข้อมูลและประมวลผลตาราง (Collective Field) โดยมีความสามารถหลัก 3 รูปแบบ ประกอบด้วย 1) กรองข้อมูลตามเงื่อนไข (Filter) 2) เลือกฟิลด์ (Select) 3) สรุปผลรวม (Aggregate) ตัวอย่างการใช้งาน การทำงานของ Transform Node การทำงานของ Transform Node ใช้สำหรับการเลือกข้อมูลและประมวลผลฟิลด์ข้อมูลรูปแบบตาราง (Collective Field) โดยประกอบด้วยการทำงาน 3 รูปแบบ ดังนี้ ผลลัพธ์ของ Transform สร้างเป็นฟิลด์ใหม่ขึ้นมาโดยรูปแบบของข้อมูลขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าของ Transform Node องค์ประกอบของ Transform Node เงื่อนไขใน Transform ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ส่วน ขั้นตอนการใช้งาน 1. เพิ่ม Transform Node ลงในพื้นที่สำหรับสร้างกฎ 2. ลากเส้นเชื่อมจากโหนดต้นทางมายัง Transform Node 3. ดับเบิลคลิกที่…
-
Note Node (Moved)
Note Node ใช้สำหรับใส่ข้อความเพื่ออธิบายกฎและการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของกฎ ตัวอย่างการใช้งาน การทำงานของ Note Node Note Node ใช้สำหรับการอธิบายกฎ หรือการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของกฎ เพื่อเพิ่มความเข้าใจและการสื่อสาร ไม่ได้มีผลต่อการตรวจสอบและประมวลผลข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน การใส่ข้อความอธิบาย ตัวอย่าง กำหนดข้อความอธิบายเป็น “กำหนดค่า VAT เป็น 7%” Step 1: ดับเบิลคลิกที่ Note Node จะเห็นเคอร์เซอร์กระพริบในช่องข้อความ Step 2: ใส่ข้อความอธิบาย “กำหนดค่า VAT เป็น 7%” ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน Note Node
-
GroupBy Node
Groupby Node ใช้สำหรับจัดกลุ่มข้อมูลที่มีค่าเหมือนกันใน collective field ที่กำหนดเข้าด้วยกัน และทำการคำนวณเพื่อสรุปผลข้อมูล (Aggregation) ของแต่ละกลุ่ม เช่น การหาผลรวม การนับจำนวน หรือการหาค่าสูงสุด/ต่ำสุด ตัวอย่างการใช้งาน การทำงานของ Groupby Node หลังจากที่ Groupby Node รับข้อมูลที่ส่งมาจาก Node ต้นทางแล้ว จะจัดกลุ่มข้อมูลและสรุปผลตามที่ผู้ใช้ตั้งค่า จากบันทึกค่าลงในฟิลด์ที่กำหนดไว้ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยัง Node ถัดไป องค์ประกอบของเงื่อนไข การตั้งค่าภายใน GroupBy Node ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ดังนี้ ขั้นตอนการใช้งาน วิธีการใช้งาน ตัวอย่างจัดกลุ่มรายการซื้อตาม ประเภทสินค้า เพื่อหา ราคารวมของแต่ละประเภทสินค้า Step 1: ดับเบิลคลิกที่ GroupBy Node เพื่อเข้าสู่หน้าการตั้งค่า เลือก Select Collective Field เป็น Orders (BigTable)…
-
Constant Node (Moved)
Constant Node ใช้สำหรับสร้างเพิ่มค่าคงที่ลงในฟิลด์ใหม่แก่ข้อมูลอินพุต ตัวอย่างการใช้งาน การทำงานของ Constant Node หลังจากที่ Constant Node รับข้อมูลที่ส่งมาจาก Node ต้นทางแล้ว จะเพิ่มค่าข้อมูลลงในฟิลด์ที่กำหนดไว้ แล้วส่งข้อมูลต่อไปยัง Node ถัดไป ขั้นตอนการใช้งาน การกำหนดค่าคงที่และชื่อฟิลด์ ตัวอย่าง กำหนดค่า 7 ให้แก่ฟิลด์ชื่อ VAT Step 1: ดับเบิลคลิกที่ Constant Node เพื่อเข้าสู่หน้าการตั้งค่า Step 2: คลิกที่ Value เพื่อกำหนดค่าคงที่ โดยจะต้องทำการเลือกชนิดของค่าคงที่ก่อน ในกรณีนี้ให้เลือก Number Step 3: ใส่ค่าคงที่ที่ต้องการ ในกรณี้นี้ให้ใส่ค่า 7 แล้วกดปุ่ม OK Step 4: ในชื่อฟิลด์ใหม่ ในกรณีนี้คือ VAT ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกับชื่อฟิลด์ที่มีอยู่เดิม จากนั้นกดปุ่ม OK เพื่อบันทึก เป็นการเสร็จสิ้นการกำหนดค่าให้แก่…
-
Fork Node (Moved)
Fork Node ใช้สำหรับเพิ่มเส้นทางการไหลของข้อมูลให้ออกไปหลายเส้นทางใช้สำหรับกำหนดเส้นทางการไหลของข้อมูลเพิ่มเติมได้หลายเส้นทาง ตัวอย่างการใช้งาน การทำงานของ Fork Node เมื่อ Fork Node รับข้อมูลที่ส่งมาจาก Node ต้นทาง จะส่งข้อมูลต่อไปยังทุก Node ที่รับข้อมูลจาก Fork Node นี้ ขั้นตอนการใช้งาน ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน Fork Node
-
1.1 OneAudit Rule Editor คืออะไร
OneAudit Rule Editor คือเครื่องมือสำหรับสร้างกฎ (Rule) เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูล โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมหรือคำสั่ง SQL ด้วยตนเอง โดยปกติแล้ว การสร้างกฎตรวจสอบข้อมูลมักต้องอาศัยนักพัฒนาระบบหรือผู้เชี่ยวชาญด้านฐานข้อมูลในการเขียนโค้ด แต่ในหลายองค์กร ผู้ที่เข้าใจกฎหรือเงื่อนไขทางธุรกิจมากที่สุดกลับเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นักวิเคราะห์ข้อมูล หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งอาจไม่มีพื้นฐานด้านไอทีและการเขียนโปรแกรม ทำให้การสร้างหรือปรับปรุงกฎต้องอาศัยการสื่อสารกับทีม IT อยู่เสมอ OneAudit Rule Editor ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยใช้แนวคิด Low-Code / No-Code ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถออกแบบกฎผ่านหน้าจอแบบกราฟิก (Visual Editor) ได้ด้วยการลาก วาง และเชื่อมต่อองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เหมือนการวาดแผนผังการทำงาน ทำให้เข้าใจง่าย มองเห็นลำดับการทำงานของกฎได้ชัดเจน และแก้ไขได้สะดวก ภายใน OneAudit Rule Editor กฎจะถูกสร้างในรูปแบบ Rule Graph ซึ่งประกอบด้วย Node หลายประเภท เช่น ผู้ใช้สามารถนำ Node เหล่านี้มาเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างตรรกะการตรวจสอบข้อมูลที่ซับซ้อนได้ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด ตัวอย่างเช่น…
-
Join Node
Join Node ใช้สำหรับเชื่อมโยงและรวมข้อมูลจาก 2 ตารางเข้าด้วยกัน โดยใช้ฟิลด์ข้อมูลที่เลือกจากแต่ละตารางเป็นเงื่อนไขในการจับคู่ข้อมูล ทั้งนี้ ตารางสามารถอยู่ในรูปของ Collective Field หรือ Lookup Table ได้ ตัวอย่างการใช้งาน ประเภทการ Join Join Node มีตัวเลือกในการเชื่อมข้อมูล 2 รูปแบบ ดังนี้ องค์ประกอบของ Join Node Join Node ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการใช้งาน 1. เพิ่ม Join Node ลงในพื้นที่สำหรับสร้างกฎ 2. ลากเส้นเชื่อมจาก Node ต้นทางมายัง Join Node 3. กำหนดเงื่อนไขและรูปแบบการ Join, เลือกฟิลด์ข้อมูลที่ต้องการส่งออก และกำหนดชื่อฟิลด์ที่เก็บตารางผลลัพธ์ ดับเบื้ลคลิก Join Node เพื่อเข้าสู่หน้าจอกำหนดเงื่อนไขสำหรับสำหรับเชื่อมโยงและรวมข้อมูล 4. กำหนดรายละเอียดการเชื่อมข้อมูลภายใน Join Node…
-
Flag Node (Moved)
Flag Node ใช้สำหรับสร้างผลการตรวจสอบข้อมูล ตัวอย่างการใช้งาน การทำงานของ Flag Node เมื่อ Flag Node ได้รับข้อมูลที่ส่งมาจากโหนดต้นทาง จะทำการสร้างผลการตรวจสอบข้อมูลตามค่าที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ภายใต้กฎเดียวกันสามารถกำหนด Flag Node ได้หลายโหนด โดยแต่ละโหนดสามารถสร้างผลการตรวจสอบข้อมูลที่แตกต่างกันได้ องค์ประกอบของผลการตรวจสอบ Flag Node ประกอบด้วยองค์ประกอบที่ใช้สำหรับกำหนดผลการตรวจสอบ ดังนี้ ขั้นตอนการใช้งาน 1. เพิ่ม Flag Node ลงในพื้นที่สำหรับสร้างกฎ 2. ลากเส้นเชื่อมจากโหนดต้นทางมายัง Flag Node 3. ดับเบิลคลิกที่ Flag Node เพื่อเข้าสู่หน้าจอกำหนดรายละเอียดผลการตรวจสอบข้อมูล 4. กำหนดรายละเอียดผลการตรวจสอบข้อมูลภายใน Flag Node ซึ่งประกอบด้วย Flag Name, Result Status, Tag, Value และ Display Message ส่วน Display Log สามารถกำหนดเพิ่มเติมได้ตามต้องการ (Optional)…
-
Node Template
<Node name> อธิบายหน้าที่หลักของ node ตัวอย่างการใช้งาน หลักการสำคัญเกี่ยวกับ Node ให้รายละเอียดหลักการและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ node ที่จำเป็นต้องเข้าใจก่อนการใช้งาน node องค์ประกอบของเงื่อนไข เงื่อนไขใน If-Else Node ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการใช้งาน วิธีการใช้งาน ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน If-Else node
-
If-Else Node
If-Else Nodeใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลตามเงื่อนไขที่กำหนด และกำหนดเส้นทางการไหลของข้อมูลตามผลลัพธ์ ซึ่งแบ่งออกเป็นจริง (True) และเท็จ (False) ตัวอย่างการใช้งาน การทำงานของ If-Else Node เมื่อ If-Else Node ได้รับข้อมูลที่ส่งมาจากโหนดต้นทาง จะทำการตรวจสอบเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เพื่อพิจารณาเลือกเส้นทางในการส่งต่อข้อมูลไปยังโหนดปลายทาง โดย If-Else Node รองรับการกำหนดเงื่อนไขได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เงื่อนไขอย่างง่ายไปจนถึงเงื่อนไขที่มีความซับซ้อน องค์ประกอบของเงื่อนไข การกำหนดเงื่อนไขแต่ละรายการใน If-Else Node ประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ ตัวอย่าง อายุมากกว่า 60 รูปแบบการชำระเงินเป็น Credit Card และยอดชำระมากกว่า 3000 รูปแบบการชำระเงินเป็น Cash และยอดชำระน้อยกว่า 3000 โดยที่สถานะคำสั่งซื้อเป็น E-Wallet และยอดชำระน้อยกว่า 10000 ขั้นตอนการใช้งาน 1. เพิ่ม If-Else Node ลงในพื้นที่สำหรับสร้างกฎ 2. ลากเส้นเชื่อมจากโหนดต้นทางมายัง If-Else Node 3. ดับเบิลคลิกที่…
